วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พินัยกรรมชีวิต สิทธิการตาย...เลือกได้

พินัยกรรมชีวิต สิทธิการตาย...เลือกได้
http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=47850พรนะภา

แนวคิดตอนใกล้จะตาย

คนจำนวนมากต้องการจากไปอย่างสงบ มีสติ ไม่ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ต้องการจะเสียชีวิตที่บ้านในบรรยากาศที่สงบและอบอุ่นท่ามกลางหมู่ญาติมิตรที่คุ้นเคย ได้มีโอกาสสั่งเสีย ร่ำลา ขอขมาลาโทษกัน และไม่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อยื้อชีวิต เช่น การเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ การปั๊มหัวใจในกรณีที่สภาพร่างกายไม่ไหวแล้ว การใส่ท่อต่างๆ ตามร่างกายเพื่อให้อาหาร ดูแลการขับถ่าย ทั้งหมดทั้งปวงเพียงเพื่อยื้อสัญญาณชีพไว้ แต่ละเลยมิติทางจิตใจ ไม่ต้องการนอนอยู่ในห้องไอซียูจนสิ้นลมเพราะบรรยากาศในนั้นโดดเดี่ยว อ้างว้าง อยู่ท่ามกลางเครื่องมือทางการแพทย์และบุคคลที่ไม่คุ้นเคย
ดังนั้น การทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า โดยระบุว่า เราปรารถนาที่จะจากไปอย่างไร เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยย้ำให้ญาติและครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ได้ทราบในเจตจำนงของเรา และเป็นแนวทางให้ทุกคนช่วยกันตอบสนองความต้องการสุดท้ายได้อย่างที่ตั้งใจ

พรนะภา หมื่นหาญ

พรนะภา

สิทธิการตาย

เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่าน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ทั้งที่มีการประกาศบังคับใช้ไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแล้ว มีประเด็นหนึ่งในมาตรา 12 ที่น่าสนใจ ซึ่งกล่าวไว้ว่า

"บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง"

จะเห็นได้ว่ามาตรานี้ ทำให้เกิดสิทธิขึ้น 2 อย่างด้วยกัน คือ

1. สิทธิการตาย - เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
2. สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย ("สิทธิที่จะฆ่า" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย หากไม่มีการให้คำจำกัดความของคำว่า "วาระสุดท้ายของชีวิต" ให้รัดกุม อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็เป็นได้)

...ส่วนความคิดเห็น ในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศที่มีวิทยาการแพทย์และกฎหมายก้าวหน้าไปกว่าบ้านเรา จะมีแบบฟอร์มการรักษาพยาบาลซึ่งผู้ป่วยต้องกรอกไว้ เช่น เรื่องให้ความยินยอมรับการรักษาจากแพทย์ อีกทั้งยังต้องมีใบแสดงเจตจำนงที่ไม่ยอมรับการรักษาในกรณีที่ตกอยู่ในสภาพที่ป่วยเป็นโรคซึ่งหมดหนทางเยียวยาแล้ว แต่ในประเทศไทยเราเองนั้นพึ่งจะมีการให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ทำให้ในทางปฏิบัติยังไม่พบให้เห็น แต่ในความคิดของกระผมเองนั้นในการที่จะไม่ยอมรับการรักษาจาแพทย์ต่อนั้น จะต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าถึงระดับใดที่จะปฏิเศษการรักษา และหากผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้แล้วผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจในการปฏิเศษการรักษาควรที่จะได้รับความยินยอมจากทุกคนไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนที่รู้จัก อย่างในต่างประเทศในการแต่งานจะต้องได้รับความยินยอมของทุกคนไม่มีใครคัดค้านหากมีใครคัดค้านก้ไม่สามารถสมรสกันได้

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การกู้ยืม

กูยืมเงิน
๑. ความหมาย

การกู้ยืมเงินเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่า "ผู้กู้" มีความต้องการจะใช้เงิน แต่ตนเองมีเงินไม่พอ หรือไม่มี เงินไปขอกู้ยืมจากบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า "ผู้ให้กู้" และผู้กู้ตกลงจะใช้คืน ภายในกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง การกู้ยืมจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ มีการส่ง มอบเงินที่ยืมให้แก่ผู้ที่ให้ยืม ในการกู้ยืมนี้ผู้ให้กู้จะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้

ตัวอย่าง นายดำ ต้องการจะซื้อรถราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่นายดำ ไม่มีเงิน นายดำจึงไปขอยืมเงินจากนายแดง โดยตกลงจะใช้คืนภายใน ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่กู้ยืม ดังนั้นเมื่อครบกำหนด ๑ ปีแล้ว นายดำ (ผู้กู้) ต้องใช้ เงินคืนให้แก่นายแดง

๒. ดอกเบี้ย
ในการกู้ยืมเงินกันนี้ เพื่อป้องกันมิให้นายทุนบีบบังคับคนจน กฎหมายจึงได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุดที่ผู้ให้กู้สามารถเรียกได้ ว่าต้อง ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี คือร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน (เว้นแต่เป็นการกู้ยืม เงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร ซึ่งสามารถเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราดังกล่าว ได้ตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน) ถ้าเรียกดอกเบี้ย เกินอัตราดังกล่าวถือว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยนั้นเป็นอันเสียไปทั้งหมด คือ ไม่ต้องมีการใช้ดอกเบี้ยกันเลยและผู้ให้กู้อาจมีความผิดทางอาญาฐานเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตราด้วย คือ อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับ ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕

ในกรณีการกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร ซึ่งบริษัทเงินทุนหรือธนาคารมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้แล้วบริษัทเงินทุนหรือธนาคารได้ดำเนินคดีกับผู้กู้ยืม หากผู้กู้ยืมต่อสู้คดีว่าดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้เรียกจากผู้กู้ในกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินไป ถ้าศาลเห็นด้วยว่าเป็นเบี้ยปรับและศาลเห็นสมควรศาลก็ลดลงได้ ตัวอย่างเช่น นาย ก. กู้ยืมเงินจากธนาคาร จำนวน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 11.75 ต่อปีหรือร้อยละ 16 ต่อปี ผู้กู้ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ทุกเดือน เดือนละ 25,000 บาท หากผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ผู้กู้ตกลงชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ ธนาคารพาณิชย์เรียกจากลูกค้าได้ ถ้าหากนาย ก. ผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ผล คือ นาย ก. ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อธนาคารฟ้องเรียกดอกเบี้ยจากนาย ก. อัตราร้อยละ 19 ต่อปี เช่นนี้ถ้าศาลเห็นว่าดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถือเป็นเบี้ยปรับ และหากศาลเห็นสมควรอาจลดลงได้ ซึ่งอาจกำหนดให้นาย ก. จ่ายให้แก่ธนาคารในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือเกินกว่านี้ แต่ไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซึ่งต่างจากการกู้ยืมเงินจากบุคคลธรรมดา หากกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 15 ต่อปี ศาลจะใช้ดุลพินิจลดลงไม่ได้

๓. หลักฐานการกู้ยืม
ในการตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินนั้น ถ้าหากว่ากู้ยืมกันเป็นจำนวนเงิน เล็กน้อยไม่เกิน ๕๐ บาท กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ แสดงถึงการกู้ยืมหรือทำสัญญาไว้ต่อกัน เช่น ยืมเงิน ๒๐ บาท หรือ ๓๐ บาทแล้วเพียงแต่พูดจาตกลงกันก็พอ แต่ถ้าหากว่ากู้ยืมเป็นจำนวนเกินกว่า ๕๐ บาท ต้องทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือหรือทำ หนังสือสัญญากู้ ไว้ต่อกัน เพื่อจะได้ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ในหลักฐานแห่งการกู้เป็นหนังสือดังกล่าวนี้ต้องมีข้อความแสดงว่าได้กู้ยืม เงินเป็นจำนวนเท่าใด มีกำหนดใช้คืนเมื่อใดและที่สำคัญจะต้องมีการลงลายมือชื่อผู้กู้
ตัวอย่าง หลักฐานการกู้ยืมเงิน
ข้าพเจ้า นายดำ ได้กู้ยืมเงินจากนายสมศักดิ์เป็นจำนวน ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาทถ้วน) เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ มีกำหนดใช้คืนภายใน ๑ ปี ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี
ลงชื่อ ดำ ผู้กู้
หากว่าในขณะกู้ยืมเงินกันแต่มีการตกลงรับเอาสิ่งของแทนจำนวนเงิน ที่กู้ยืมกันนั้น ต้องคิดราคาของตลาดของสิ่งนั้นเป็นจำนวนเงินที่กู้จริง+ริงนั้น เช่น มีการตกลงกู้ยืมเงินกัน ๕๐๐ บาท แต่มีการตกลงให้รับข้าวสารแทน ๒ กระสอบ ซึ่งในขณะนั้นข้าวสารกระสอบละ ๑๕๐ บาท ดังนั้น เราถือว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริงเพียง ๓๐๐ บาทเท่านั้น

๔. อายุความ
การฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้จะต้องกระทำภายในกำหนดอายุ ความ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องฟ้องภายใน ๑๐ ปีนับแต่วันที่ถึง กำหนดชำระเงินคืน
ตัวอย่าง แดง กู้ยืมเงิน ดำ เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๑ ปี ดังนั้นหนี้รายนี้ถึงกำหนดในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๑ ผู้ให้กู้ต้องฟ้องเรียก เงินที่กู้ยืมคืน ภายใน ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๑

๕. ข้อควรระมัดระวังในการกู้ยืม

(๑) อย่าได้ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าเป็นอันขาด
(๒) อย่าได้นำโฉนดไปให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน
(๓) จะต้องนับเงินให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา
(๔) ผู้ยืมจะต้องเขียนจำนวนเงินเป็นตัวหนังสือด้วย
(๕) สัญญาที่กู้ต้องทำอย่างน้อย ๒ ฉบับ โดยให้ผู้กู้ยึดถือไว้ฉบับหนึ่ง และให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้อีกฉบับหนึ่ง
(๖) ในสัญญากู้ควรมีพยานฝ่ายผู้กู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานอย่างน้อย ๑ คน

๖. ข้อปฏิบัติในการชำระเงิน
เมื่อผู้กู้นำเงินไปชำระไม่ว่าจะเป็นการชำระทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม ผู้กู้ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ มิฉะนั้นจะอ้างยันผู้ให้กู้ว่าชำระเงินกู้ ให้เขาคืนแล้วไม่ได้
สิ่งที่ผู้กู้ควรกระทำเมื่อชำระเงิน คือ

(๑) รับใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือที่มีข้อความว่า ได้ชำระเงินที่กู้มาแล้วทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนและมีลายเซ็นผู้ให้กู้กำกับไว้ด้วย
ตัวอย่าง ข้าพเจ้า นายสมศักดิ์ ร่ำรวยทรัพย์ ได้รับเงินคืนจากนายดำ เกิดมาก ผู้กู้เป็นจำนวน ๕,๐๐๐ บาท
ลงชื่อ สมศักดิ์ ร่ำรวยทรัพย์ ผู้ให้กู้
๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐

(๒) รับหนังสือสัญญากู้เงินที่ได้ทำไว้แก่ผู้ให้กู้นมาในกรณีที่ชำระเงินครบตามจำนวนเงินที่กู้

(๓) มีการบันทึกลงในสัญญากู้ว่าได้นำเงินมาชำระแล้วเท่าไรและให้ ผู้ให้กู้เซ็นชื่อกำกับไว้ ผู้ให้กู้ต้องเซ็นชื่อกำกับไว้ทุกครั้งที่มีการชำระเงิน จึงจะอ้างยันได้ว่าได้ชำระเงินไปแล้ว

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อความเบื้องต้น

มาตรา 1 กฎหมายนี้ให้เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 2 ให้ใช้ประมวลกฎหมายนี้ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมกราคม พระพุทธศักราช 2468 เป็นต้นไป
มาตรา 3 ตั้งแต่วันที่ใช้ประมวลกฎหมายนี้สืบไป ให้ยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายนี้หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งประมวลกฎหมายนี้

บรรพ 1 หลักทั่วไป

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลักษณะ 2 บุคคล
หมวด 1 บุคคลธรรมดา
ส่วนที่ 1 สภาพบุคคล
ส่วนที่ 2 ความสามารถ
ส่วนที่ 3 ภูมิลำเนา
ส่วนที่ 4 สาบสูญ
หมวด 2 นิติบุคคล
ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ส่วนที่ 2 สมาคม
ส่วนที่ 3 มูลนิธิ
ลักษณะ 3 ทรัพย์
ลักษณะ 4 นิติกรรม
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 การแสดงเจตนา
หมวด 3 โมฆะกรรมและโมฆียกรรม
หมวด 4 เงื่อนไขและเงื่อนเวลา
ลักษณะ 5 ระยะเวลา
ลักษณะ 6 อายุความ
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 กำหนดอายุความ

บรรพ 2 หนี้
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 1วัตถุแห่งหนี้
หมวด 2 ผลแห่งหนี้
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ส่วนที่ 2 รับช่วงสิทธิ
ส่วนที่ 3 การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้
ส่วนที่ 4 เพิกถอนการฉ้อฉล
ส่วนที่ 5 สิทธิยึดหน่วง
ส่วนที่ 6 บุริมสิทธิ
1. บุริมสิทธิสามัญ
2. บุริมสิทธิพิเศษ
(ก) บุริมสิทธิเหนือสังหาริทรัพย์
(ข) บุริมสิทธิเหนืออสังหาริทรัพย์
3. ลำดับแห่งบุริมสิทธิ
4. ผลแห่งบุริมสิทธิ
หมวด 3 ลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน
หมวด 4 โอนสิทธิเรียกร้อง
หมวด 5 ความระงับหนี้
ส่วนที่ 1 การชำระหนี้
ส่วนที่ 2 ปลดหนี้
ส่วนที่ 3 หักกลบลบหนี้
ส่วนที่ 4 แปลงหนี้ใหม่
ส่วนที่ 5 หนี้เกลื่อนกลืนกัน
ลักษณะ 2 สัญญา
หมวด 1 ก่อให้เกิดสัญญา
หมวด 2 ผลแห่งสัญญา
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
หมวด 4 เลิกสัญญา
ลักษณะ 3 จัดการงานนอกสั่ง
ลักษณะ 4 ลาภมิควรได้
ลักษณะ 5 ละเมิด
หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด
หมวด 2 ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด
หมวด 3 นิรโทษกรรม

บรรพ 3 เอกเทศสัญญา

ลักษณะ 1 ซื้อขาย
หมวด 1 สภาพและหลักสำคัญของสัญญาซื้อขาย
ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ส่วนที่ 2 การโอนกรรมสิทธิ์
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย
ส่วนที่ 1 การส่งมอบ
ส่วนที่ 2 ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง
ส่วนที่ 3 ความรับผิดในการรอนสิทธิ
หมวด 3 หน้าที่ของผู้ซื้อ
หมวด 4 การซื้อขายเฉพาะบางอย่าง
ส่วนที่ 1 ขายฝาก
ส่วนที่ 2 ขายตามตัวอย่าง ขายตามคำพรรณนา ขายเผื่อชอบ
ส่วนที่ 3 ขายทอดตลาด
ลักษณะ 2 แลกเปลี่ยน
ลักษณะ 3 ให้
ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของผู้ให้เช่า
หมวด 3 หน้าที่และความรับผิดของผู้เช่า
หมวด 4 ความระงับแห่งสัญญาเช่า
ลักษณะ 5 เช่าซื้อ
ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน
ลักษณะ 7 จ้างทำของ
ลักษณะ 8 รับขน
หมวด 1 รับขนของ
หมวด 2 รับขนคนโดยสาร
ลักษณะ 9 ยืม
หมวด 1 ยืมใช้คงรูป
หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลือง
ลักษณะ 10 ฝากทรัพย์
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 วิธีเฉพาะการฝากเงิน
หมวด 3 วิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรม
ลักษณะ 11 ค้ำประกัน
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 ผลก่อนชำระหนี้
หมวด 3 ผลภายหลังชำระหนี้
หมวด 4 ความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกัน
ลักษณะ 12 จำนอง
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 สิทธิจำนองครอบเพียงใด
หมวด 3 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับจำนองและผู้จำนอง
หมวด 4 การบังคับจำนอง
หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง
หมวด 6 ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาจำนอง
ลักษณะ 13 จำนำ
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของผู้จำนำและผู้รับจำนำ
หมวด 3 การบังคับจำนำ
หมวด 4 ความระงับสิ้นไปแห่งการจำนำ
ลักษณะ 14 เก็บของในคลังสินค้า
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 ใบรับของคลังสินค้าและประทวนสินค้า
ลักษณะ 15 ตัวแทน
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ
หมวด 3 หน้าที่และความรับผิดของตัวการต่อตัวแทน
หมวด 4 ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก
หมวด 5 ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาตัวแทน
หมวด 6 ตัวแทนค้าต่าง
ลักษณะ 16 นายหน้า
ลักษณะ 17 ประนีประนอมยอมความ
ลักษณะ 18 การพนัน และขันต่อ
ลักษณะ 19 บัญชีเดินสะพัด
ลักษณะ 20 ประกันภัย
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 ประกันวินาศภัย
ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ส่วนที่ 2 วิธีเฉพาะการประกันภัยในการรับขน
ส่วนที่ 3 ประกันภัยค้ำจุน
หมวด 3 ประกันชีวิต
ลักษณะ 21 ตั๋วเงิน
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 ตั๋วแลกเงิน
ส่วนที่ 1 การออกและสลักหลังตั๋วแลกเงิน
ส่วนที่ 2 การรับรอง
ส่วนที่ 3 อาวัล
ส่วนที่ 4 การใช้เงิน
ส่วนที่ 5 การสอดเข้าแก้หน้า
ส่วนที่ 6 สิทธิไล่เบี้ยเพราะเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้เงิน
ส่วนที่ 7 ตั๋วแลกเงินเป็นสำรับ
หมวด 3 ตั๋วสัญญาใช้เงิน
หมวด 4 เช็ค
หมวด 5 อายุความ
หมวด 6 ตั๋วเงินปลอม ตั๋วเงินถูกลัก และตั๋วเงินหาย
ลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัท
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 ห้างหุ้นส่วนสามัญ
ส่วนที่ 1 บทวิเคราะห์
ส่วนที่ 2 ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเอง
ส่วนที่ 3 ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอก
ส่วนที่ 4 การเลิกและชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ
ส่วนที่ 5 การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญ
ส่วนที่ 6 การควบห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
หมวด 3 หุ้นส่วนส่วนจำกัด
หมวด 4 บริษัทจำกัด
ส่วนที่ 1 สภาพและการตั้งบริษัทจำกัด
ส่วนที่ 2 หุ้นและผู้ถือหุ้น
ส่วนที่ 3วิธีจัดการบริษัทจำกัด
ส่วนที่ 4 การสอบบัญชี
ส่วนที่ 5 การตรวจ
ส่วนที่ 6 การเพิ่มทุนและลดทุน
ส่วนที่ 7 หุ้นกู้
ส่วนที่ 8 เลิกบริษัทจำกัด
ส่วนที่ 9 การควบบริษัทจำกัดเข้ากัน
ส่วนที่ 10 หนังสือบอกกล่าว
ส่วนที่ 11 การถอนทะเบียนบริษัทร้าง

หมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด
ลักษณะ 23สมาคม

บรรพ 4 ทรัพย์สิน

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลักษณะ 2 กรรมสิทธิ์
หมวด 1 การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์
หมวด 2 แดนแห่งกรรมสิทธิ์ และการใช้กรรมสิทธิ์
หมวด 3 กรรมสิทธิ์รวมลักษณะ 3 ครอบครองลักษณะ 4 ภารจำยอมลักษณะ 5 อาศัยลักษณะ 6 สิทธิเหนือพื้นดินลักษณะ 7 สิทธิเก็บกินลักษณะ 8 ภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์

บรรพ 5 ครอบครัว

ลักษณะ 1 การสมรส
หมวด 1 การหมั้น
หมวด 2 เงื่อนไขแห่งการสมรส
หมวด 3 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา
หมวด 4 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา
หมวด 5 ความเป็นโมฆะของการสมรส
หมวด 6 การสิ้นสุดแห่งการสมรส
ลักษณะ 2 บิดามารดากับบุตร
หมวด 1 บิดามารดา
หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร
หมวด 3 ความปกครอง
หมวด 4 บุตรบุญธรรม
ลักษณะ 3 ค่าอุปการะเลี้ยงดู

บรรพ 6 มรดก

ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 1 การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก
หมวด 2 การเป็นทายาท
หมวด 3 การตัดมิให้รับมรดก
หมวด 4 การสละมรดกและอื่นๆ
ลักษณะ 2 สิทธิโดยธรมในการรับมรดก
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทโดยธรรมในลำดับและชั้นต่างๆ
หมวด 3 การแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรมในลำดับและชั้นต่างๆ
ส่วนที่ 1 ญาติ
ส่วนที่ 2 คู่สมรส
หมวด 4 การรับมรดกแทนที่กัน
ลักษณะ 3 พินัยกรรม
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 แบบพินัยกรรม
หมวด 3 ผลและการตีความแห่งพินัยกรรม
หมวด 4 พินัยกรรมที่ตั้งผู้ปกครองทรัพย์
หมวด 5การเพิกถอนและการตกไปแห่งพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรม
หมวด 6 ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรมหรือ ข้อกำหนดพินัยกรรม
ลักษณะ 4วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก
หมวด 1 ผู้จัดการมรดก
หมวด 2 การรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก
หมวด 3 การแบ่งมรดก
ลักษณะ 5 มรดกที่ไม่มีผู้รับ
ลักษณะ 6 อายุความ