วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

แจ้งความเท็จ

เรื่อง : หัก เหลี่ยม โหด
เรียบเรียงโดย : ปรีชา ตาริชัย


....นายหักเป็นนักธุรกิจเจ้าของบริษัทมูลค่านับหมื่นล้าน ได้ไปนั่งรับประทานอาหารแห่งหนึ่ง จากนั้นได้ออกมาด้านนอกเพื่อขึ้นรถ ได้ชนกับนายเหลี่ยมที่วิ่งหนีนายหักที่ตามทวงนี้ จนนายหักล้มลง จากนั้นได้ไปแจ้งความกับดาบตำรวจเบสว่านายหักได้วิ่งมาชนตนล้มแล้วร่วมกับนายเหลี่ยมกระทืบซ้ำจนตนเองได้รับบาดเจ็บ และได้ใส่ซองให้กับดาบตำรวจเบสเพื่อทำให้คดีเป็นไปตามที่ต้องการ จากนั้นดาบตำรวจเบสได้เรียกนายเหลี่ยมและนายโหดมารับทราบข้อกล่าวหา และได้สรุปสำนวนว่านายเหลี่ยมและนายหักได้กระทำความผิดตามที่นายหักได้กล่าวหาจริง

จากบทความข้างต้น
.......นายหักได้ผิดตาม ป.กฎหมายอาญา มาตราที่172 เนื่องจากแจ้งความเท็จและได้มีการเสริมแต่งขึ้นมาพร้อมทั้งผิดตามมาตรา 144 คือ ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน
ส่วนดาบตำรวจเบสมีความผิดโดยเป็จเจ้าพนักงานแล้วรับสินบนของนายหัก

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

ตำรวจรับสินบน

เที่ยงคืนของวันหนึ่ง มีกลุ่มเด็กแว้นขับรถเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ขับวนเวียนกันไปมาสร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านแถวนั้น จึงมีชาวบ้านโทรแจ้งให้ตำรวจมาจับ พอพวกเด็กแว้นเห็นตำรวจมาก็พากันขับรถหนีกันอย่างวุ่นวาย แต่มีรถคันนึงที่ขับหนีไม่รอด ถูกตำรวจจับได้ ตำรวจจึงพาไปโรงพักเพื่อทำประวัติและเสียค่าปรับ คนที่ถูกจับก็คือ นายดอย ตำรวจจึงโทรแจ้งให้ผู้ปกครองนายดอยมารับทราบความประพฤติของนายดอย พอพ่อแม่นายดอยมาถึงโรงพัก ตำรวจจึงรายงานความประพฤติของนายดอย ตำรวจบอกว่าจะทำประวัติยานดอยไว้ที่โรงพัก เพื่อไม่ให้กระทำผิดอีก แต่พ่อแม่นายดอยกลัวว่านายดอยจะมีประวัติไม่ดี จึงขอร้องให้ตำรวจอย่าทำประวัติเลย พร้อมทั้งพ่อแม่นายดอยยังบอกว่าถ้านายตำรวจไม่ทำประวัติแล้ว พ่อแม่นายดอยจะให้เงินเพื่อเป็นของขวัญด้วย

ดังนั้นพ่อแม่ของนายดอยจึงผิดข้อหาให้สินบนเจ้าพนักงาน : ตาม มาตรา 167 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

นายตำรวจผู้นั้นกระทำผิด : มาตรา 201* ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือประหารชีวิต


ทำโดย พรนะภา หมื่นหาญ

สาวเลี้ยงแมวเปอร์เซียกับชายไฮโซ

นางสาวมดเลี้ยงแมวอยู่คอกหนึ่งมีแมวตัวเมีย 1 ตัวและตัวผู้อีกสามตัวและได้นำแมวมาเลี้ยงจึงได้เจอกับนายกาแฟซึ่งเป็นลูกของคนมีฐานะได้รักกันต่อมาจึงได้แต่งงานกันในที่สุด หลังจากนั้นไม่นานแม่ของนายกาแฟได้เสียชีวิตและได้เขียนพินัยกรรมไว้ให้นายหกาแฟ โดยยกให้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวโดยมีทรัพย์สินทั้งหมดสามร้อยล้านบาท จากนั้นนางสาวมดได้ร่วมกันประกอบอาชีพกับนายหักจึงได้มีเงินเก็บยี่สิบล้านบาทและแมวที่เลี้ยงไว้นั้นเกิดลูกสองตัวอีกทั้ง และนางสาววมดได้มีบุตรชายหนึ่งคนชื่อนายน้อย ซึ่งเป็นคนหน้าตาดี หลังจากนั้นห้าปีนายกาแฟเสียชีวิต แต่มิได้ทำพินัยกรรมไว้ ต่อมานางแมวต้องการที่จะนำทรัพย์สินของนายกาแฟที่ได้รับมาจากแม่รวมกับทรัพย์สินที่ได้ประกอบอาชีพกับนายกาแฟซึ่งอ้างว่าเป็นสินสมรสเนื่องจากได้มาหลังจากการสมรสมาแบ่งมรดกกับนายน้อยซึ่งเป็นบุตรชายและนางสาวมดได้แต่งงานใหม่กับนายดอย แต่นายน้อยไม่ยอมทำตาม จึงอยากทราบว่าผลของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ?
...................จากข้อมูลทรัพย์สินของนายกาแฟที่ได้รับจากแม่มานั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาจากมรดกหรือโอนให้โดยเสน่หาจากแม่ของนายกาแฟ ดังนั้นทรัพย์สินมูลค่าสามร้อยล้านจึงเป็นของนายน้อยแต่เพียงผู้เดียว แต่ดอกเบี้ยที่ได้จากเงินนั้นและแมวสองตัวจะต้องแบ่งกับนางสาวมดโดยยึดหลักตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (3) ซึ่งเป็นดอกผลจากสินส่วนตัว
...............ดังนั้น นางสาวมดจะได้รับมรดกดังนี้ ลูกแมวหนึ่งตัวรวมกับเงินที่ได้ร่วมกันประกอบอาชีพกับนายกาแฟโดยคิดดังนี้ 20ล้านหารสองได้10ล้านแรกก่อนและอีก5ล้านที่ได้จากการแบ่งกับนายน้อยอีกครั้งหนึ่ง รวมนางสาวมดรับมรดก 15ล้านดอกเบี้ยจากเงินฝากที่แบ่งในลักษณะเดียวกับเงินที่ได้จากการประกอบอาชีพพร้อมลูกแมวอีกหนึ่งตัว
..............นายน้อยจะได้มรดกดังนี้ จากมรดกที่สืบจากย่าซึ่งเป็นแม่ของนายกาแฟสามร้อยล้านบาทรวมกับเงินห้าล้านที่แบ่งกับนางสาวมดรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากพร้อมลูกแมวอีกหนึ่งตัว


ทำโดย พรนะภา หมื่นหาญ

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

รับสินบน

นายหักไปแจ้งความจับนายเหลี่ยมเนื่องจากนายเลี่ยมทำร้ายร่างกาย โดยนายเหลี่ยมได้ใช้ไม้เข้าทุบตีที่แขนของตนในวันที่2มกราคม 2553 ที่ผ่านมาโดยตำรวจได้ตรวจสอบร่างกายของนายหัก และเมื่อตำรวจได้เรียกตัวนายเหลี่ยมมาสอบปากคำ หลังจากนั้นได้นัดทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยโดยหลังจากสอบทั้งสองฝ่ายได้สรุปสำนวลได้ว่านายเหลี่ยมใช้เพียงมือและเท้าทำร้ายร่างกายนายหักเท่านั้นโดยไม่ได้ใช้ไม้แต่อย่างใด แต่เมื่อทราบภายหลังว่านายเหลี่ยมได้หใงนแก่ตำรวจที่เป็นเจ้าของคดีจำนวนสองพันบาทเพื่อเปลี่ยนจากการใช้ไม้เป็นมือเพื่อให้โทษลดลง
ดังนั้นนายเหลี่ยมจึงผิดข้อหาให้สินบนเจ้าพนักงาน : ตาม มาตรา 167 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

นายตำรวจผู้นั้นกระทำผิด : มาตรา 201* ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือประหารชีวิต


ทำโดย ปรีชา ตาริชัย

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

มรดก

เรื่อง : คนเลี้ยงควายกับนายเหลี่ยม
ประพันธ์/เรียบเรียงโดย : ปรีชา ตาริชัย

นางสาวเขียวเลี้ยงควายไว้ฝูงหนึ่งมีควายตัวเมีย หนึ่ง ตัวและตัวผู้อีกสามตัวและได้นำควายมาเลี้ยงจึงได้เจอกับนายหักซึ่งเป็นคุณชายที่แอบหนีหม่อมแม่ออกมาและได้รักกันต่อมาจึงได้แต่งงานกันในที่สุด หลังจากนั้นไม่นานหม่อมแม่ของนายหักเสียชีวิตและได้เขียนพินัยกรรมไว้ให้นายหักโดยยกให้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวโดยมีทรัพย์สินทั้งหมดสามร้อยล้านบาทจึงนำเงินไปฝากธนาคารเอาไว้ จากนั้นนางเขียวได้ร่วมกันประกอบอาชีพกับนายหักจึงได้มีเงินเก็บยี่สิบล้านบาทและควายที่เลี้ยงไว้นั้นเกิดลูกควายอีกสองตัวอีกทั้ง ได้มีบุตรชายหนึ่งคนชื่อเด็กชายเหลี่ยมซึ่งเป็นคนหน้าตาดี หลังจากนั้นยี่สิบปีนายหักเสียชีวิต โดยนายหักได้ทำพินัยกรรมไว้โดยยกทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดให้กับบุตรของตน แต่ไม่ให้ภรรยารู้ ต่อมานางเขียวต้องการที่จะนำทรัพย์สินของนายหักที่ได้รับมามาจากหม่อมแม่ของนายหักเองรวมกับทรัพย์สินที่ได้ประกอบอาชีพกับนายหักซึ่งอ้างว่าเป็นสินสมรสเนื่องจากได้มาหลังจากการสมรสมาแบ่งมรดกกับนายเหลี่ยมซึ่งเป็นบุตรชายและแต่งงานใหม่กับนายอ๋อย แต่นายเหลี่ยมไม่ยอมทำตาม จึงอยากทราบว่าผลของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ?
...................จากข้อมูลทรัพย์สินของนายหักที่ได้จากหม่อมแม่นั้นเข้าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาจากมรดกหรือโอนให้โดยเสน่หาจากหม่อมแม่ของนายหัก ดังนั้นทรัพย์สินมูลค่าสามร้อยล้านจึงเป็นของนายเหลี่ยมแต่เพียงผู้เดียว แต่ดอกเบี้ยที่ได้จากเงินนั้นและลูกควายสองตัวจะต้องแบ่งกับนางเขียวโดยยึดหลักตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (3) ซึ่งเป็นดอกผลจากสินส่วนตัว
...............ดังนั้น นางเขียวจะได้รับมรดกดังนี้ ลูกควายหนึ่งตัวรวมกับเงินที่ได้ร่วมกันประกอบอาชีพกับนายหักโดยคิดดังนี้ 20ล้านหารสองได้10ล้านแรกก่อนและอีก5ล้านที่ได้จากการแบ่งกับนายเหลี่ยมอีกครั้งหนึ่ง รวมนางเขียวรับมรดก 15ล้านดอกเบี้ยจากเงินฝากที่แบ่งในลักษณะเดียวกับเงินที่ได้จากการประกอบอาชีพพร้อมลูกควายอีกหนึ่งตัว
..............นายเหลี่ยมนั้นมรดกดังนี้ จากมรดกที่สืบจากหม่อมย่าสามร้อยล้านบาทรวมกับเงินห้าล้านที่แบ่งกับนางเขียวรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากพร้อมควายอีกหนึ่งตัว

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

ตำรวจไม่ยอมรับแจ้งความ

ดิฉันเห็นคนข้างบ้านซึ่งมี สามีขี้เมาทำร้ายร่างกายภรรยาเป็นประจำไป เห็นภรรยาแจ้งความครั้งใดตำรวจก็ไม่รับแจ้งบอกว่า เป็นเรื่องของผัวเมีย เดี๋ยวก็ดีกันทำให้เสียเวลารับแจ้งความ จนสามีของเขาได้ใจ พอเมามาทุกครั้ง ก็ลงมือทำร้ายตลอดเวลา บางครั้งดิฉันเห็น ถึงกลับสลบ และยังท้าทายเมียอีกว่า เก่งจริงให้ตำรวจจับเขาเข้าคุกให้ได้
ดิฉันจึงอยากทราบจริง ๆ ว่าการทำร้ายร่างกายระหว่างสามีภริยานั้นไม่มีความผิดใดๆ เลยหรือ หรือจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อสามีต้องทำร้ายร่างการภรรยาให้ตายคามือเขาไปก่อน หรือว่าภรรยาต้องฆ่าสามีให้ตายเพื่อไม่ให้เขาทำร้ายตัวเธออีก กฎหมายจึงจะลงมือมาจัดการได้

ดังนั้น การที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ ถือว่าเป็นการออกคำสั่งทางปกครองหรือไม่ คำสั่งทางปกครองคืออะไร คำสั่งทางปกครองหมายความว่า "การใช้อำนาจตามกฎหมาย ของเจ้าหน้าที่ มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล"


พรนะภา หมื่นหาญ เลขที่ 20

การเบี้ยวขันหมาก

เมื่อกลางปีที่แล้วลูกชาวนาได้พาหลานสาวไปทำงาน ที่บริษัทที่ลูกชาวนาทำงานอยู่ มีชายหนุ่มคนหนึ่ง มาติดพันหลานสาวอยู่หลายเดือน ลูกชาวนาเห็นท่าไม่ดี กลัวจะเกิดเรื่องเสียหายกับหลานสาว ได้เรียกชายหนุ่มคนนั้นมาคุย และแนะนำให้พาผู้ใหญ่มาสู่ขอตามประเพณี ชายหนุ่มก็ทำตามคำแนะนำ โดยพาผู้ใหญ่ 5-6 คน มาสู่ขอหมั้นไว้ก่อน ด้วยค่าสินสอด 20,000 บาท ทองหนัก 1 บาท แต่ไม่ได้นำสินสอดมาวาง เพียงแต่ให้สัตาบันต่อกันว่า จะมอบสินสอดดังกล่าวในวันแต่งงาน ซึ่งได้กำหนดกันไว้ เมื่อถึงกำหนดวันแต่งงาน ลูกชาวนาได้จัดเลี้ยงแขกที่ได้เชิญไว้ ปรากฏว่าเจ้าบ่าวไม่ยกขันหมากมาตามที่นัดหมาย วันรุ่งขึ้นได้นัดผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาคุยกัน ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายเจ้าบ่าวยอมรับผิด และจะชดใช้ค่าเสียหายให้ในวันที่ 20 เดือนเดียวกัน ครบกำหนดแล้วก็ไม่ยอมจ่ายอีก จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้จ่าย

ดิฉันคิดว่า ความผิดในทางแพ่งนั้น ฝ่ายหญิงก็น่าจะเรียกร้องฝ่ายชายไม่ได้เช่นกัน เพราะที่ลูกชาวนาเล่ามา ในจดหมายว่า ผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย 5-6 คน มาสู่ขอและหมั้นกันไว้นั้น ไม่ปรากฎว่าฝ่ายชายได้ให้ของหมั้น แก่หญิงแต่อย่างใด ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ของหมั้น มีความสำคัญต่อการหมั้นเป็นอย่างยิ่ง การหมั้นที่ไม่มีของหมั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า "การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งหมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นแก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น"

พรนะภา หมื่นหาญ เลขที่ 20